ภูมิใจละครไทยก็โกอินเตอร์:จุดแข็งละครไทยทำให้ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ

26 พ.ย.

หลังจากที่ ละครไทยไปโด่งดังที่ ประเทศจีน และไต้หวัน และมีหลายเรื่องได้มีโอกาศไปฉาย ที่ช่องกลางของรัฐบาลกลางคือช่อง CCTV8 คือเรื่อง “รอยอดีตแห่งรัก”

จนเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวจีน เป็นจำนวนมาก อีกทั้ง เรื่อง “ดอกรักริมทาง” ก็มีคิวในการฉายทางช่อง CCTV8 ภายในปีนี้อีกด้วย

ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีละครไทยหลายๆเรื่องไปโด่งดังมาแล้ว เช่น เลือดขัตติยา หัวใจช๊อกโกแลต ใจร้าว จำเลยรัก ฯลฯ เยอะมาก

แม้ว่า ละครไทย จะไม่ได้รุกตลาดประเทศจีน อย่างเต็มที่ และรัฐบาลไทยก็ไม่ได้สนใจผลักดัน แบบซีรีส์เกาหลี ที่รัฐบาลเกาหลีอุดหนุนเต็มที่ แต่ละครไทยยังมาได้ถึงขนาดนี้ ถือว่า “ไม่ธรรมดา”

มีคำถามว่า ทำไม รูปแบบของละครไทย หรือที่เรียกว่า content ดันไปถูกอกถูกใจชาวจีนเขาได้ ก็จึงลองมาหาจุดแข็งของละครไทยว่า มีอะไรบ้าง ซึ่งเรียงตามลำดับตามทัศนของผู้เขียนดังนี้

1. หน้าตาของนักแสดง ที่สวยหล่อตามธรรมชาติ
2. วัฒนธรรมไทย
3. โลเคชั่น หรือสถานที่ถ่ายทำละคร
4. เอกชนในวงการบันเทิงของไทยเก่งมาก
5. ทีมงานเบื้องหลังและงานการตัดต่อของละครไทย
6. ความสามารถของนักแสดง
7. โปรดักชั่น และมุมกล้อง เทคนิคการถ่ายทำ

ภาพจากรายการทีวีรายการหนึ่งของ ญี่ปุ่น

ภาพจากรายการทีวีรายการหนึ่งของ ญี่ปุ่น

 

 

1. หน้าตาของนักแสดง ที่สวยหล่อตามธรรมชาติ
หลังจากที่ละครไทยหลายๆเรื่องได้มีโอกาศไปฉายที่ ประเทศจีน และไต้หวัน ซึ่งผลตอบรับที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ “หน้าตา” ของดารานักแสดงบ้านเราที่เขามองว่า Hot มาก (จากที่ท่องเว๊ปไซต์บอร์ดต่างประเทศ ชาวจีนเขาว่างั้น)
ปรากฎการณ์เรื่องหน้าตานี้เช่น ปรากฎการณ์ มาริโอ ในไต้หวัน บี้ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ในจีน รวมถึงดารานักร้องอีกหลายคน

สิ่งนี้ในวงการบันเทิงเราจะเรียกรวมๆว่า “วัฒนธรรม Idol” หรือการคลั่งไคล้รูปร่าง หน้าตา หรือความสามารถของตัวศิลปิน ซึ่งหากว่า ละครไทยสามารถสร้าง Idol ให้กับชาวจีน หรือชาวเอเชียได้ แฟนละคร ก็จะติดตาม ผลงานของศิลปินคนนั้น โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย

 

วัฒนธรรม

วัฒนธรรม

2.วัฒนธรรมไทย
เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทยเป็นจุดแข็งอีกข้อ ที่ไม่มีประเทศไหนเลียนแบบได้ เพราะด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของเรานั่นเอง เราสามารถทำละครย้อนยุคได้แบบไม้ซ้ำใคร

ข้อควรระวัง ในการใส่เอกลักษณ์วัฒนธรรม

หากว่า เป็นหนังที่อ้างอิงเหตุการณ์ในปัจจุบัน เวลาใส่เอกลักษณ์วัฒนธรรมเข้าไป ต้องใส่อย่างแนบเนียน และกลมกลื่น เพราะหากว่าใส่เยอะเกินไป ก็จะเกิดสิ่งที่คนดูหนังเรียกว่า “การยัดเหยียดทางวัฒนธรรม” ซึ่งเกิดขึ้นกับซีรีย์เกาหลี ที่ฉายในหลายๆประเทศ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (ถ้านึกภาพไม่ออก ก็ลองเปรียบเทียบกับ การโฆษณาสินค้าแฝงในละคร หรือในภาพยนต์ ซึ่งทำให้คนดู รู้สึกขัดใจมาก ถ้ามีน้อยๆไม่เป็นไร แต่มีมากไป มันไม่ดี)

แต่ถ้าหากว่า ตัวเนื้อเรื่อง เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ หรือตัวละครเป็นแนววัฒนธรรม ก็ควรใส่ให้เต็มๆไปเลย เอาให้สุดๆ เพราะคนดูเขาจะยอมรับได้ เพราะเขาตั้งใจมาดูหนังแนวนี้อยู่แล้ว

 

โลเคชั่น หรือสถานที่ถ่ายทำละคร

โลเคชั่น หรือสถานที่ถ่ายทำละคร

3. โลเคชั่น หรือสถานที่ถ่ายทำละคร

ประเทศไทยมีโลเคชั่นสวยๆจำนวนมาก ทั้งป่า เขา ลำเนาไพร แม่น้ำ ทะเล สถานที่ประวัติศาสตร์ พระบรมมหาราชวัง ฯลฯ เยอะมากจริงๆ แม้แต่สถานที่ธรรมดา เช่นสวนยางพารา ละครบางเรื่องก็สามารถถ่ายทำ โลเคชั่นสวนยางพารา ออกมาได้อย่างแปลกตา

4. เอกชนในวงการบันเทิงของไทยเก่งมาก แม้จะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ
ในส่วนของ เอกชนไทย ต้องขอชมว่า “เก่งมาก” เพราะ ประเทศไทย มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง และรัฐบาลเอง ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญของวงการบันเทิงเลย ซึ่งในอดีตนั้น นอกจากรัฐจะไม่ส่งเสริมแล้ว ยังสกัดดาวรุ่งอีก ด้วยการเก็บภาษีในอัตราที่สูงมากอีกด้วย เพราะรัฐมองว่า วงการบันเทิงเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย

จนกระทั้ง “เกิดกระแสเกาหลีฟีเวอร์” ซึ่งส่งผลต่อการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ และสินค้าเกาหลีอย่างมหาศาล รัฐบาลไทยจึงเริ่มเข้ามาส่งเสริม แต่ก็ดูเหมือนว่า จะผลักดันได้ช้า ผิดกับรัฐบาลเกาหลี ที่เขาทำเรื่องนี้อย่างจริงจังมาก

แม้ว่าจะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่เอกชนไทย ก็สามารถไปเปิดตลาดต่างประเทศได้บ้าง ซึ่งหัวหอกคนสำคัญ ของเรื่องนี้อีกคนคือ แกรมมี่ และอาร์เอส ที่กล้าไปบุกตลาดเอเชีย ด้วยตัวเอง

แต่ทว่าบทเรียนราคาแพงก็คือ “การไปทำตลาดแข่งกับเจ้าของตลาดเดิมของประเทศนั้นๆ” เพราะเราไม่รู้ระบบกลไกตลาดของประเทศเขา พูดง่ายๆคือเราไม่ใช้เจ้าของพื้นที่ อุปมาอุปไมย เหมือนการไปเที่ยวบ้านคนอื่น แล้วหาสวิตซ์เปิดไฟไม่เจอ

หลังๆมามีการปรับแผนธุรกิจใหม่ โดยเน้นการหาพันธมิตร โดยจะไม่ไปแข่งกับเจ้าบ้าน แต่จะอาศัยร่วมมือกัน เสนอคอนเทนส์ของเรา ว่าเขาสนใจหรือไม่ หากเจ้าบ้านสนใจ และคิดว่าขายได้ในบ้านเขา เขาก็จะเอาไปทำตลาดในบ้านเขาให้เอง เรียกว่า ได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งศัพท์ทางธุรกิจเขาจะเรียกว่า วิน-วิน (win-win)

อนึ่ง ปัจจุบัน ละครไทย ในประเทศจีน คอนเทนส์ และละครของไทยกลับเป็นที่ถูกอก ถูกใจกับแฟนละครชาวจีน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลก เพราะถ้าเทียบกับ ซีรีย์เกาหลี ที่รัฐบาลเกาหลีมีการผลักดันอย่างหนัก แต่ทำไปทำมา ละครไทยยังสามารถแทรกอยู่ในกระแสได้ คิดเล่นๆว่า ถ้าละครไทยมีการผลักดันจากรัฐ ให้ได้สักครึงหนึ่งของรัฐบาลเกาหลี กระแสมันจะขนาดไหน นักท่องเที่ยวชาวจีน จะมาเที่ยวประเทศไทยสักกี่ล้าน

5.ทีมงานเบื้องหลัง และงานการตัดต่อของละครไทย
ว่ากันว่า ละคร หรือ ภาพยนต์ จะดูสนุก และดูรู้เรื่องหรือไม่นั้น การตัดต่อ และการใส่เสียงดนตรีประกอบ มีส่วนสำคัญอย่างมาก

โจทย์ใหญ่ที่ผู้ทำละคร ต้องตีให้แตกก็คือ “ทำอย่างไร ให้คนที่บังเอิญ เปลี่ยนช่องมาเจอละครของเรา แล้วเขาสามารถหยุดค้างดู ให้ได้อย่างน้อยสัก 5 นาที” โจทย์นี้ มี คีย์เวอร์ด ที่สำคัญคือ หน้าตา และความสามารถของนักแสดง ฉาก ดนตรี และที่สำคัญ การตัดต่อ ที่ฉากแต่ละฉากจะต้อง ทำใหคนดูละคร “ได้ลุ้น” จะต้องมีการ “กระฉากอารมณ์คนดู” หรืออิงไปกับละครของเรา เรียกว่าใช้เทคนิค “บีบแล้วปล่อย”

ขอยกตัวอย่างฉากหนึ่ง ในละครเรื่อง “ดอกรักริมทาง” ความจริงฉากนี้ ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ คุณวี สงสัยว่าทำไม อู๊ด จึงเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่เสร็จ แต่สุดท้าย อู๊ดก็เปลี่ยนเสื้อเสร็จ แต่การตัดต่อ ทำให้การดูละครรู้สึกว่า “ได้ลุ้น” โดยเฉพาะรูปที่ 5 ที่เป็นฉากเสียบกุญแจ ซึ่งความจริงถ้าคนตัดต่อ และคนออกแบบฉากไม่เก่งพอ เขาก็จะข้ามรายละเอียดตรงนี้ไป ซึ่งความจริง ฉากแบบนี้ ใช้เวลาเพียวไม่กี่วินาทีเท่านั้น

แม้แต่ละครของช่อง 3 ช่อง 7 ฉากกระชากอารมณ์คนดู แบบนี้ ก็มีเยอะมาก แต่ฉากกระชากอารมณ์คนดู ก็มีจุดอ่อนเรื่องความรุ่นแรงเช่นกัน

ฉากกระชากอารมณ์ ถ้ามีเยอะไปก็ไม่ดี ควรจะต้องสนับกับ ฉากผ่อนคลาย สบายๆเปิดเพลงให้ฟัง หากมีฉากกระชากอารมณ์เยอะเกินไป คนดูจะตายก่อนแน่

 ความสามารถของนักแสดง

ความสามารถของนักแสดง

6. ความสามารถของนักแสดง

นักแสดงไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก บทแรงก็เล่นได้ บทร้องไห้ บท บ้าบอคอแตก บทปัญญาอ่อน ฯลฯ บางที่ก็ออกแนว โอเวอร์เอ๊กติ้งด้วยซ้ำ และแน่อน ทั้งค่ายเพลง และคนทำละคร สิ่งที่ต้องคำนึงถืงก็คือ “คุณภาพของดารา และศิลปิน” เพราะสิ่งนี้ถือเป็นสินค้า กว่าจะพัฒนา ศิลปิน หรือดาราขึ้นมาได้ ไม่ง่ายเลย

 

โปรดักชั่น

โปรดักชั่น

7. โปรดักชั่น และมุมกล้อง เทคนิคการถ่ายทำ

หลังๆมา ละครไทยหลายๆเรื่อง โปรดักชั่นอลังการ อีกทั้งมุมกล้อง การจัดแสง ถือว่า ดีขึ้นมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ต้นไทร ในเรื่องไทรโศก กับเรื่อง แผลเก่า ต้นไทรเหมือน กัน แต่มุมการถ่ายต่างกัน ภาพที่ออกมาคนละแบบเลยที่เดียว

ขอบคุณบทความดีดีจาก
บล็อคของคุณruddy01

 

Credit : http://entertain.teenee.com/thaistar/62899.html

 


Advertisements

2 Responses to “ภูมิใจละครไทยก็โกอินเตอร์:จุดแข็งละครไทยทำให้ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ”

  1. ดาดา 23 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ 20:48 #

    สุดยอดไปเลย
    พี่ไทยเรา สู้ๆๆน่า

  2. อัศวินขี่ม้าขาว แห่งรัติกาล 25 กุมภาพันธ์ 2011 ที่ 15:20 #

    ได้เวลาประกาศความเป็นไทยให้โลกได้เห็นแล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: