ตลาดหนังไทยในต่างแดน

6 ม.ค.

 

Wonderful Town เมื่อฉายที่เบลเยี่ยม

หนังไทยก็ขายได้ ความฝันที่ดูเหมือนจะเป็นจริงไม่ได้เลยในอดีต แต่กลายเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ปัจจุบัน หนังไทยมิได้เพียงฉายในเทศกาลหนังเท่านั้น แต่สามารถเข้าโรงปรกติเพื่อฉายเก็บเงินได้ หนังไทยบางเรื่องฉายในโรงต่างประเทศมากกว่าในบ้านเราเองด้วยซ้ำ

นับตั้งแต่ปี พศ. 2543 เป็นต้นมา ค่ายหนังไทยหลายแห่งมักจะแวะเวียนไปเช่าบูธขายหนังในตลาดภาพยนตร์สำคัญ ๆ ของโลกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคานส์ เอเอฟเอ็มที่อเมริกา ตลาดหนังฮ่องกง โดยมีตลาดรองลงมาที่มีค่ายหนังไทยบางแห่งแวะเวียนไป อาทิ ตลาดหนังโตเกียว ตลาดหนังปูซาน ส่วนบริษัทที่เดินทางไปออกบูธทุกปี ได้แก่ สหมงคลฟิลม์ จีทีเอช ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ตามมาด้วยค่ายรองลงมาอย่างพระนครฟิลม์ อาร์เอส กันตนา โอเรียลตัลอายส์

หนังไทยเป็นที่ต้องการของคนดูในแต่ละแคว้นแดนไกลแตกต่างอันไป แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงความต้องการของหนังไทยในแต่ละถิ่นแต่ละที่นั้น เราคงจะต้องรับทราบเสียก่อนว่า การฉายหนังไทยในต่างประเทศแบ่งออกเป็น 3 แบบ วิธีแรกก็คือฉายในวงกว้างหรือเรียกว่า wide releases คือเข้าโรงหนังพร้อมกันหลายสิบโรง จำนวนโรงที่ฉายมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ ประเภทที่สองคือ ฉายในวงจำกัด ในโรงหนังเพียงไม่กี่แห่ง ซี่งจำนวนโรงหนังที่จะฉายก็จะแตกต่างกันไปเช่นกัน ตั้งแต่ 3 – 10 โรง ประเภทสุดท้าย คือ กลุ่มที่มุ่งขายเป็นแผ่นดีวีดีหรือวีซีดีเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมีการฉายในโรงบ้าง ก็เพียง 1-2 โรง ก่อนที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็ไม่ฉายในโรงเลย แต่ออกเป็นแผ่นเลยก็มี

หนังไทยที่ขายได้นั้นจะมีทุกประเภท ทั้งหนังผีและหนังแอ็คชั่นอย่างที่ทราบกันมา รวมทั้งหนังอาร์ตเฮ้าส์ที่ดูยาก แต่ความต้องการของหนังแต่ละประเภทจะแตกต่างกันไปในแต่ละทวีป หนังแอ็คชั่นและหนังผีไทยมักจะฉายวงกว้างในเอเชีย แต่เมื่อไปถึงยุโรป มักจะฉายในวงจำกัด บางทีเพียง 1-2 โรง หรือไม่ก็ออกเป็นดีวีดีเลย ขณะที่หนังอาร์ตเฮ้าสไทยจะขายได้ดีกว่าในยุโรป มักจะเข้าโรงระดับกลาง ประมาณ 5 – 10โรง

เมื่อ Wonderful Town ฉายที่เบลเยี่ยมนั้น ฉายทั้งประเทศถึง 4 โรง ซึ่งถือว่ามาก เพราะเบลเยี่ยมเป็นประเทศที่เล็ก หนังได้รับเสียงตอบรับจากสื่อเบลเยี่ยมอย่างท่วมท้น หนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุด De Morgen ตีพิมพ์สัมภาษณ์อาทิตย์ อัสสรัตน์ลงหนังสือพิมพ์ทั้งหน้า ขณะที่ เด็กหอ ซึ่งเข้าฉายในสัปดาห์เดียวกันนั้น (หลังจากที่ฉายในประเทศไทยไปแล้วถึงสองปี) เข้าฉายในโรงหนังเพียงโรงเดียวและรอบเดียวเท่านั้น แลัวออกเป็นแผ่นดีวีดีเลย

Wonderful Town ซึ่งขายได้มากกว่า 25 ประเทศ โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในยุโรป เมื่อหนังฉายในฝรั่งเศส เฉพาะปารีสก็เข้าโรงถึง 8 แห่ง แต่ Wonderful Town ก็ขายในเอเชียแทบไม่ได้เลย มีเฉพาะผู้ซื้อจากเกาหลีใต้และอินเดีย (ผู้ซื้อจากอินเดียถือลิขสิทธิ์การฉายหนังในปากีสถาน ภูฐาน เนปาล บังคลาเทศ ศรีลังกาด้วย)

 

ลุงบุญมีระลึกชาติ หน้าโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์ที่เกาหลีใต้

 

เช่นเดียวกับ ลุงบุญมีระลึกชาติ ซึ่งขณะนี้ขายให้กับผู้ซื้อ 25 กว่าแห่งทั่วโลก ครอบคลุมการฉายใน 31 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในยุโรป รวมทั้งอเมริกาเหนืออย่างสหรัฐและแคนาดา รวมทั้งอเมริกาใต้อย่างเม็กซิโก บราซิล ชิลี   ส่วนประเทศเอเชียที่ซื้อหนังไปฉายในขณะนี้มีถึง 5 ประเทศ ตอนนี้ ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และอิสราเอล โดยลุงบุญมีระลึกชาติฉายในฝรั่งเศสมากที่สุดถึง 84 ปรินท์

อิตาลีกับสเปนก็เคยให้ความสนใจกับหนังไทยประมาณหนึ่ง แต่คงเป็นหนังตลาดอย่างแอ็คชั่นและหนังผี หนังไทยเรื่องแรกที่ไปสร้างปรากฎการณ์เอาไว้ อาจจะเป็นหนังที่เราไม่อยากรับว่าเป็นของไทย ก็คือ The Eyes ของอ๊อกไซต์ และแดนนี่ ปัง ก่อนที่จะตามมาด้วยชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ ส่วนหนังในกลุ่มอาร์ตเฮ้าส์ไทยไม่เคยไปเข้าโรงที่นั่น จนกระทั่งมาถึง ลุงบุญมีระลึกชาติ แม้แต่ แสงศตวรรษ ที่เคยเข้าประกวดที่เวนิสก็ไม่มีผู้ซื้อไปฉาย

ตลาดหนังไทยในอิตาลีเริ่มอ่อนแอลงมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีหนังผีไทยฉายอยู่ แต่ก็ฉายในช่วงโลว์ซีซันอย่างสิงหาคม ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไปพักร้อนกัน แถมฉายหลังจากไทยช้ามาก อย่าง แฝด และ โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต เพิ่งเข้าฉายช่วงซัมเมอร์เมื่อปีที่แล้วเอง

ที่อังกฤษ หนังไทยยังไม่เป็นที่นิยมเลย เท่าที่ผ่านมา มีเพียง รักน้อย หน่อยนิด มหาศาล หรือ Last Life in the Universe ของเป็นเอก รัตนเรือง แสงศตวรรษ และ Wonderful Town เท่านั้นที่มีการจัดจำหน่ายอย่างเป็นระบบ หนังส่วนใหญ่จะฉายที่โรงหนังอาร์ตเฮ้าส์อย่าง ICA หรือ Brisith Film Institute แต่เมื่อ Wonderful Town ฉายก็ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Sight & Sound ว่าเป็น “หนังที่น่าจับตามองประจำเดือนเมษายน”

จนกระทั่ง ลุงบุญมีระลึกชาติ เริ่มเข้าฉายในปีที่แล้ว จนอาจนับได้ว่าเป็นหนังไทยที่ฉายมากที่สุด คือ 14 แห่ง ทั้งอังกฤษ เวลส์ สก็อตแลนด์

ช็อกโกแลต ของจีจ้าก็เคยไปฉายที่ ICA ที่ลอนดอน แต่เข้าโรงหนังที่เรียกได้ว่าแทบจะเล็กที่สุด มีที่นั่งเพียง 45 ที่ และฉายในวันเดียวกับที่ออกแผ่นดีวีดีเลย

ตลาดหนังไทยจริง ๆ มักจะอยู่ในเอเชีย โดยมีสามประเทศยอดฮิตที่เป็นแฟนหนังไทยได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ซึ่งจะฉายหนังไทยแทบทุกเรื่อง ทั้งหนังผีหรือหนังดราม่าธรรมดา

นางนาก ของนนทรีย์ นิมิบุตร เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่เรียกร้องความสนใจจากคนดูหนังที่มาเลเซียและสิงคโปร์ จนขึ้นอันดับบ็อกซ์ออฟฟิศทั้งสองประเทศ นางนากกลายเป็นหนังไทยที่ถูกขโมยลิขสิทธิ์มากที่สุดในมาเลเซีย ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่คอหนังก็รู้จักหนังไทยเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานฟิตเนส ผู้กำกับนนทรีย์ นิมิบุตรเองก็เคยเล่าให้ฟังว่า มีคนเข้ามาทักเขาขณะเดินอยู่บนถนน ผลจากความดังของนางนาก ทำให้ผู้กำกับหญิงชื่อดังของมาเลเซีย ชูไฮมี บาบา ตัดสินใจนำตำนานที่คล้ายกัน ชื่อว่า Pontianak มาทำเป็นหนังผีบ้างในเวลาต่อมา จึงอาจกล่าวได้ว่า นางนาก เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่สร้างกระแสในต่างแดน เพียงแต่ไม่ได้แผ่กว้างไปทั่วทุกหนแห่งเท่านั้น

ปัจจุบัน มาเลเซียและสิงคโปร์ยังคงเป็นตลาดสำคัญของหนังไทย นอกจากจะฉายหนังไทยแทบทุกเรื่อง ทั้งหนังผี หนังแอ็กชั่น แต่ก็มีหนังแนวอื่นๆ อาทิ ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ความจำสั้นแต่รักฉันยาว หนังไทยมักจะฉายในวงกว้าง ประมาณ 20 – 40 โรง หนังไทยดัง ๆ อย่างช็อกโกแลต หรือจีจ้าเผ็ดสวยดุ จะฉายถึง 20 กว่าโรง แต่ถ้าเป็นหนังผีของผู้กำกับสำคัญ ๆ อาจจะเพิ่มไปถึง 40 กว่าแห่ง แต่หนังที่เนื้อเรื่องดูเรื่อย ๆ อย่างความจำสั้นแต่รักฉันยาว ก็เข้าโรงฉายถึง 9 แห่งเท่าที่ผ่านมา หนังไทยที่สร้างสถิติขึ้นอันดับ 1 ที่ทั้งสองประเทศ ก็คือ โลงต่อตาย ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ และต้มยำกุ้ง

 

นักแสดง สตรีเหล็ก ขณะไปออกรายการที่ฮ่องกง (ภาพจากเว็บไซต์ทางการ)

หลังจากมาเลเซียและสิงคโปร์แล้ว ฮ่องกงดูจะเป็นอีกประเทศที่หนังไทยไปสร้างปรากฎการณ์ที่นั่น เพียงแต่ว่ากระแสหนังไทยที่ฮ่องกงไม่ต่อเนื่องเท่ากับสองประเทศข้างต้น สตรีเหล็กเข้าฉายที่ฮ่องกงเมื่อแปดปีที่แล้ว เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่สร้างกระแสที่นั่น เพราะผู้จัดจำหน่ายฉลาดในการโปรโมท โดยให้ดาราดังฮ่องกงมาพากย์เสียงตัวละครแทน เชิญผู้กำกับและดาราไปนั่งรถเปิดประทุนที่นั่น สร้างข่าวเกรียวกราวไปทั่วเกาะฮ่องกงในเวลานั้น ว่ากันว่าบริษัทโมเดลลิ่งที่นั่นให้ความสนใจในตัวติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดีมาก จนขอให้เขาไปถ่ายรูปเก็บไว้ในแคตาล็อก

หลังจากสตรีเหล็กแล้ว มีเพียงหนังผีของจีทีเอชและหนังแอ็กชั่นของสหมงคลฟิลม์ที่ไปฉาย ส่วนใหญ่จะเป็นหนังโปรเจ็คใหญ่จริง ๆ อย่างองค์บาก ต้มยำกุ้ง องค์บาก 2 ชัตเตอร์กดติดวิญญาณ หนังหลายเรื่องเมื่อเข้าี้ฉายทีไร ก็มักจะติดอันดับบ็อกซ์ออฟฟิศประจำสัปดาห์เสมอ

 

รักแห่งสยาม ที่ไต้หวัน

ไต้หวัน ก็เป็นอีกตลาดที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของไทย ซึ่งจะฉายหนังผีไทยแทบทุกเรื่อง และอาจจะเรียกได้ว่ามากที่สุดก็ว่าได้ แต่ตลาดหนังไทยในไต้หวันยังรวมไปถึงหนังวัยรุ่นน่ารัก ๆ อย่างแฟนฉัน ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น โดยเฉพาะ รักแห่งสยาม ซึ่งฮิตที่นั่นมาก ทางผู้จัดจำหน่ายเชิญผู้กำกับและดารานำอย่างพิชญ์ ไปออกทัวร์ จนมาริโอ้ เมาเรอร์และพิชญ์ มีแฟนคลับที่นั่นเยอะมาก ว่ากันว่าหนังฉายที่นั่นนานกว่าสองเดือน จนทำให้หนังเรื่องต่อมาของมาริโอ้อย่าง บุปผาราตรีก็มีคนซื้อไปฉายอย่างรวดเร็วเช่นกัน

สำหรับประเทศพันธมิตรทางการอย่างญี่ปุ่นนั้น หนังไทยที่ไปฉายที่นั่นไม่แตกต่างจากหนังอินดี้ที่นั่น ลักษณะการฉายจะเหมือนกับโรดโชว์ คือฉายเพียงโรงเดียวไปทีละเมือง โดยเฉพาะโตเกียว จนหนังดัง ก่อนที่จะขยายไปทัวร์ทีละเมือง แม้แต่หนังไทยที่ถือว่าดังที่สุดในญี่ปุ่นอย่างสตรีเหล็ก ก็มีลักษณะการฉายแบบนี้ ส่วนหนังที่ถือได้ว่าโรดโชว์มากที่สุด คือเดินทางไปทัวร์ทั่วประเทศก็คือ องค์บาก

เมื่อปี 2551 บริษัทญี่ปุ่นที่เคยซื้อหนังเกาหลีใต้ไปฉายอยู่เป็นประจำ มีนโยบายที่จะนำหนังไทยไปขายแทนตลาดหนังเกาหลี ซึ่งเริ่มซบเซาลง ทางบริษัทได้จัดเทศกาลหนังไทยในโตเกียวนานอยู่หลายอาทิตย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นตลาดหนังไทยในญี่ปุ่นก็ยังคงดำเนินตามแนวทางเดิม คือการฉายแบบโรดโชว์

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมองในแง่ปรากฎการณ์ที่สร้างกระแสไปทั่วโลก มิใช่เพียงซื้อไปฉายเป็นดีวีดี คงต้องยกยอดให้ องค์บาก และต้มยำกุ้ง

องค์บาก เริ่มสร้างกระแสหนังไทยไปทั่วโลก หลังจากที่หนังผ่านการจัดจำหน่ายจากยูโรป้าคอร์ป บริษัทของผู้กำกับฝรั่งเศสชื่อดัง ลุค เบซง ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียงให้กับจา พนมตัวจริง ก่อนที่หนังจะไปฉายในฝรั่งเศสนั้น องค์บากก็ฉายหลายประเทศในเอเชียแล้ว แต่ก็ยังไม่ดังเท่ากับเมื่อหนังฉายในฝรั่งเศส โดยเฉพาะเมื่อหนังติดอันดับบ็อกซ์ออฟฟิศที่นั่น จา พนม ได้รับการเชื้อเชิญไปฝรั่งเศส พบปะกับสื่อจำนวนมาก และพบปะกับลุค เบซง ผู้กำกับชื่อดัง

ผลของการจัดจำหน่ายของยูโรป้าคอร์ป ซึ่งมีเครือข่ายขายหนังไปทั่วโลก รวมทั้งอเมริกาใต้อย่างอาร์เจนติน่า บราซิล ชิลี โคลัมเบีย หรือแม้แต่เปรู นอกจากองค์บากจะขายได้ในเอเชียและยุโรปแล้ว หนังก็ก้าวไปสู่ทวีปอื่น ๆ และที่สำคัญคือตลาดหนังอเมริกา

อเมริกาได้ชื่อว่าเป็นตลาดหนังที่เข้าถึงยากที่สุด เพราะอเมริกันชนมักจะสนใจในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว หนังต่างชาติที่ฉายที่นั่นก็มักจะต้องพากย์ทับและทำให้เข้ากับวัฒนธรรมอเมริกันมากที่สุด อาทิ ขาของนักเต้นในโปสเตอร์หนัง Shall We Dance? ภาคญี่ปุ่นนั้น จะต้องเปลี่ยนเป็นขาของฝรั่ง จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมฮอลลีวู้ดถึงมุ่งให้ความสนใจกับการซื้อบทไปสร้างรีเมค มากกว่าจะซื้อหนังไปฉายโดยตรง ก่อนที่จะซื้อบทหนังไทยไป ฮอลลีวู้ดก็เคยซื้อบทหนังในเอเชียไปมากมาย หนังไทยหลายเรื่องก็ถูกฮอลลีวู้ดซื้อไป ไม่ว่าจะเป็นชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ 13 เกมสยอง หรือ คนไฟบิน

แต่ด้วยสายป่านของยูโรป้าคอร์ปกับบริษัทแม็กโนเลียในอเมริกา องค์บากเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่บุกอเมริกาถึง 200 กว่าโรง กวาดเงินไปกว่า 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้วยชื่อเสียงที่เริ่มก่อตัวขึ้นของจา พนม หรือที่มักรู้จักกันดีในระดับอินเตอร์ว่า โทนี จา ต้มยำกุ้ง ผลงานเรื่องที่สองของเขากลายเป็นที่ต้องการของทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าคราวนี้ ยูโรป้าคอร์ปไม่ใช่ผู้จัดจำหน่ายหนังอีกต่อไป

ต้มยำกุ้ง สร้างปรากฎการณ์หนังไทยในต่างแดนได้ไม่แตกต่างจากหนังฮอลลีวู้ด หนังฉายพร้อมกับไทยในหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย ฮ่องกงฉายพร้อมกับไทย เกาหลีใต้และไต้หวันฉายต่อในสัปดาห์ต่อมา หกเดือนให้หลัง …หนังก็เดินทางไปยุโรป และประเทศอื่น ๆ ต้มยำกุ้ง กวาดเงินที่อเมริกามากกว่าองค์บากอีกเท่าตัว โดยกวาดเงินถึง 11.9 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

แฝด ที่จาการ์ต้า

อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันหนังไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในเอเชีย เพราะเราไม่ได้มีแต่เพียงหนังตลาด แต่ยังรวมไปถึงหนังอาร์ตเฮ้าส์ไปด้วย เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะรักษาชื่อเสียงตรงนี้ได้ยาวนานหรือไม่ เพราะหนึ่งในปัญหาที่มักจะได้ยินอยู่เสมอก็คือ จำนวนผู้กำกับที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นหนังตลาดหรือหนังศิลปะของเรา ยังคงมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัด หนังแอ็คชั่นไทยที่มีคุณภาพระดับสากล ก็มีเพียงกลุ่มที่เป็นผลผลิตจากพันนา ฤทธิไกร หนังผีก็มาจากกลุ่มผู้กำกับรุ่นใหม่ไม่กี่คน รวมทั้งหนังอาร์ต ซึ่งถึงแม้จะบูมมากในปีนี้ แต่หากเทียบกับประเทศอื่น ๆ อย่างเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นแล้ว ก็ถือว่ายังน้อยมาก

จากจุดนี้ คงมีเพียงสิ่งเดียวที่อยากฝากพิจารณาไว้ ก็คือ เราสามารถรักษาและพัฒนางานให้เป็นสากลต่อไปได้อย่างไร และมากน้อยเพียงไหน

*****สำหรับหนังไทยปี 2553 ที่่ผ่านมา คงมีเพียง ลุงบุญมีระลึกชาติ ที่สามารถสร้างกระแสไปทั่วโลกในการขายเพื่อฉายในโรงทั่วไป   ขณะที่ สวรรค์บ้านนา และเจ้านกกระจอก ยังคงเน้นการเดินทางในเทศกาลเสียมากกว่า

สำหรับการเดินทางต่างประเทศของหนังกระแสหลักบ้านเรานั้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ยังคงเป็นตลาดหลัก โดยฉายหนังไทยแทบทุกเรื่อง

ไม่มีหนังกระแสหลักเรื่องใดที่โดดเด่นในต่างประเทศในปีที่ผ่านมา แม้แต่ องค์บาก 3 ก็ไม่ได้สร้างกระแสอะไรมากนัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็เริ่มมีหนังไทยอีกแนวที่ไปฉายประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า มาหานะเธอ, หนีตามกาลิเลโอ และที่กำลังจะตามมาก็คือ สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก โดยมีตลาดสังคมอย่างฮ่องกง ไต้หวัน และอีกไม่นานนี้น่าจะเป็นจีน ซึ่งขณะนี้วงดนตรีไทยอย่างออกัส ก็เริ่มเป็นที่นิยมที่นั่น

****เพิ่มเติมจากบทความที่้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ The Red Carpet ฉบับกันยายน 2553

credit : http://www.thaicinema.org/news53_20thaifilmoversea.asp

Advertisements

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “ตลาดหนังไทยในต่างแดน”

  1. เทยไทยไม่แพ้เทยใดในโลก(แล้วนะจ๊ะ) 22 กรกฎาคม 2011 ที่ 11:54 #

    …ภูมิใจ หนังไทยเราได้ไปต่างแดนแล้วนะTwT

    อยากให้คนไทยเรานิยมของไทยพอๆกับที่นิยมของต่างประเทศจัง…ถ้าเป็นงั้นได้นะประเทศไทยเราจะต้องมีคนที่สนใจเรื่องหนังหรือเพลงหรืออะไรก็ตามแบบจริงๆจังๆ ซึ่งน่าจะทำให้ไทยเรามีคนที่มีคุณภาพสูงออกมามากแน่ๆ และหวังว่าไทยเราคงจะได้ไประดับโลก(ในด้านที่ดีๆ)สักที

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: