ความคิดเห็นผลกระทบกระแสเคป๊อ​บ กระทู้บ่นเรื่องเกาหลี จากใจคนบ้าเกาหลี จากพันทิป

6 ส.ค.

ขอเนื้อที่ในการแสดงความเห็นนิดหนึ่งนะครับอาจทำให้หลายคนไม่พอใจ ขออภัยมา ณ ทีนี้ด้วยครับ (โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ผู็อ่านที่อายุน้อยกว่า 15 ปีควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครอง) 55555

กระทู้บ่นเรื่องเกาหลี จากใจคนบ้าเกาหลี ของ city of the damn จากพันทิป

เราดูซีรี่ย์เกาหลีทุกอาทิตย์ค่ะ (ดูแบบตามหลังเกาหลี 3 วันไรงี้) อัพเดททุกเรื่องราวดาราเกาหลี (เพราะติดละคร) ฟังเพลงเกาหลีแทบทุกวง เป็นแฟนคลับแบบตามติดอยู่ 2-3 วง ที่สำคัญยังติดรายการวาไรตี้โชว์ของเกาหลีด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายการของพิธีกรยูแจซอก (ล่าสุดนี่ก็ติดรันนิ่งแมนมาก) แต่ด้วยเพราะรายการรันนิ่งแมนนี่แหละค่ะ ทำให้เรา นึกอะไรบางอย่างได้ (หลังจากเริ่มรู้สึกตัวมานาน แต่ยังไม่มีอะไรมาสะกิดใจสักที)

เราบ้าเกาหลีนี่ มีใครเดือดร้อนหรือเปล่า?

ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นจากการบ้าเกาหลีของเราก่อน เรามีจุดเริ่มต้นมาจากการที่มีหนุ่มไทยคนหนึ่งไปโด่งดังที่เกาหลี เราเลยเริ่มฟังเพลงเกาหลีตั้งแต่นั้นมา (ส่วนละครและภาพยนต์ติดมาตั้งแต่ยุค ไอทีวี นำเข้าใหม่ๆ .. Autumn in my heart นั่นไง) ตอนนั้นเราอยู่ปี 2 ค่ะ เรียกได้ว่าบ้าพอสมควรเลย ทีนี้พอบ้ามากๆเข้า (แต่ไม่ได้ถึงขั้นตามไปดูทุกคอนเสิร์ตอะไรแบบนั้นนะคะ) พออ.สั่งงานที่ต้องเขียนบทความ ,สารคดี, หนังสือ อะไรก็ตามเราก็พยายามสอดแทรกเรื่องเกาหลีเข้าไปค่ะ จนตอนนั้นคนรอบข้างที่สนิทๆก็ด่ามาก (ด่าแบบขำๆนะ) ว่าบ้าเกาหลี, จนห้องคณะสั่งห้ามไม่ให้ฟังเพลงผ่านลำโพงเด็ดขาด เพราะช่วงนั้นมีรุ่นน้องหลายคนก็ชอบมาดู MV เกาหลีในห้องคณะ ฟังเพลงบ้างประปราย ซึ่งขณะนั้นอาจารย์คนนหนึ่งที่เราสนิทด้วย เค้าแอนตี้เกาหลีมาก ซึ่งมักจะโต้คารมณ์กับเราประจำ ว่ากันด้วยเรื่องเหตุผลนะคะ เราบอกว่าเราไม่ได้ชอบแบบไม่ลืมหูลืมตานะ เราติดตามประวัติศาสตร์ด้วย ส่วนอาจารย์เราก็บอกว่า เราน่ะตกเป็นทาสทางวัฒนธรรมจริงๆ เราก็คิดในใจว่า

“เห้ย ถึงจะชอบเกาหลี แต่ไม่ได้ไม่สนใจวัฒนธรรมไทยนะ”

แต่ที่จริงแล้ว จนทุกวันนี้เราก็ไม่แน่ใจว่า…. “คิดแบบนั้นจริงๆเหรอ?”

พอช่วงที่เราต้องเริ่มเขียนหนังสือบ่อยขึ้น เขียนบทความบ่อยขึ้น เราก็ต้องทำหนังสือค่ะ เราเลยส่งเรื่อง “เกาหลีเป็นบ้า” ไปให้อาจารย์อ่าน ซึ่งทีแรกอาจารย์บอกว่า ไม่รับเรื่องทั่วไปนะ แบบวัฒนธรรมเกาหลี มีอะไรยังไงบ้างไม่เอา เราก็เลยลองเขียนเรื่องเหง้าและเหตุผลของการเข้ามาของวัฒนธรมเกาหลีดู ซึ่งอาจารย์เห็นว่าโอเค เลยปล่อยให้เขียน สรุปงานชิ้นนั้นเราได้ A ค่ะ (จากที่อาจารย์แอนตี้เกาหลีมาก)

ทีนี้อาจารย์เลยมานั่งคุยกับเราแบบจริงๆจังๆไอ้เรื่องวัฒนธรรมเกาหลีกับเรา ที่จริงอาจารย์เขารู้จักกับนักเขียนท่านนหนึ่งที่ติดตามเรื่องสงครามเกาหลีและญี่ปุ่นมานานมาก (แปลหนังสือสงครามญี่ปุ่นเป็นเบสต์เซลเลอร์หลายๆเล่มในไทยค่ะ) เขาบอกว่าการที่เราบ้าเกาหลีก็มีเหตุผลอยู่ ถ้าเราเลือกจะบ้าแบบเข้าใจแก่น น่ะนะ .. เพราะอาจารย์เองก็อ่านเรื่องเกาหลีมาเยอะค่ะ แกเลยค่อนข้างแอนตี้ ก็เข้าใจเหตุผลว่าทำไมเด็กถึงชอบถึงติด แต่แค่พยายามชี้ให้เห็น “สิ่งที่แฝงมาด้วย” แค่นั้นเอง

เราอาจคิดว่าไม่มีใครเดือดร้อน เพราะเราชอบของเรา มันจะผิดตรงไหน แต่เราเองก็พึ่งมาคิดได้ในช่วงหลังนี่เองว่ามันน่ากลัวมากจริงๆ

เพราะเด็กเล็กๆ…ในยุคนี้โตมากับเพลงเกาหลีแล้ว แทบไม่รู้จักศิลปินไทยด้วยซ้ำ เครื่องสำอางค์ โฆษณา ละครทีวี รายการเพลง ของกิน รถมอเตอร์ไซต์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีพรีเซนเตอร์เป็นศิลปินเกาหลี (ส่วนนี้อยากโทษผู้ประกอบการในไทยมานานแล้วค่ะ เพราะที่จริงไม่ควรคำนึงถึงยอดขายสินค้าและยอดโฆษณาเกินเหตุขนาดนี้) มีครั้งหนึ่งละคร”ไทย”ของช่อง 9 เราจำชื่อละครไมไ่ด้ค่ะ แต่จำได้ว่าเป็นละครวัยรุ่น แต่ดันชื่อละครเป็นภาษาเกาหลี ..แถมในเนื้อหาละครยังจะมีเกาหลีพ่วงไปอีก และเราไม่เคยเห็นด้วยกับการ “ซื้อสินค้าตามราคา/แพคเกจที่กำหนด เพื่อแลกสิทธิ์กับการได้เข้าร่วมแฟนมีตติ้งสุดพิเศษกับศิลปิน”

กล่าวคือ เด็กยุคใหม่บางคนเริ่มคิดว่า “เกาหลีดีกว่าไทย” เพราะเขาโตมากับยุคที่สื่อประโคมสนับสนุนแต่เรื่องพวกนี้ ซึ่งเราคิดว่าปัจจุบันมันมากเกินพอดีไปแล้วจริงๆค่ะ

และเป็นเพราะแบบนี้เราจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับเรา เพราะเราเป็น “หนึ่ง” ในแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการคิดว่า “เกาหลีขายได้”

ตอนแรกๆเราติดรายการ Family Outing ค่ะ เคยเอามาให้อาจารย์ดู อาจารย์ก็บ่นเรื่องเดิม บ้าเกาหลี แต่เราคิดว่า ไอเดียของรายการนี้ดีมากๆ และ สตอรี่ก็ตลกมาก ชอบตรงที่การไปยังบ้านในชนบทแล้วทำภารกิจต่างๆซึ่งเรามองว่า มันสร้างสรรค์ดีค่ะ ทำให้ตอนนั้นเราคิดแว้บนึงว่า “ทำไมรายการไทยไม่ทำแบบนี้?”

ช่วงหนึ่งเคยมีข่าวว่า รายการโทรทัศน์รายการหนึ่งที่จีน ซื้อลิขสิทธิ์แฟมิลี่ เอ้าติ้งท์ไปทำรายการ ทันทีที่ออกอากาศ สถานีก็เจอสั่งปิดทันที ไม่แน่ใจในเนื้อข่าวนะคะ แต่เข้าใจว่าเป็นเพราะเป็นการครอบงำทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรงในจีน รัฐบาลจึงสั่งแบนทันที (ทั้งนี้เพราะจีนเป็นรัฐบาลคอมมิวนิสต์นะคะ) ซึ่งข่าวนี้ อาจารย์ของเราก็ภูิิมิใจนำเสนอมากเช่นกัน

ยุคหลังที่อาจารย์เราเริ่มรับได้กับความบ้าเกาหลีของเรา เราก็เอา Running man มาให้แกดูค่ะ แกก็ดูแบบเงียบๆนะ ไม่ติเตียนอะไร แต่เราขำจนปวดท้อง พอดูจบอาจารย์ก็บอกเราแบบจริงจังว่า เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเราถึงคิดว่ารายการนี้มันดี มันตลก ทั้งที่เขาดูแล้วก็เฉยๆ ธรรมดา แต่เป็นเพราะ เรารู้มาก่อนแล้วว่าคาแรคเตอร์ของคนคนนี้เป็นยังไง มันจึงตลก ทั้งที่จริงๆมันเป็นมุขที่ธรรมดาจนอาจารย์เราคิดว่า หม่ำ เท่ง โหน่ง ตลกกว่าไม่รู้กี่เท่า

จนระยะหลังเราตามข่าวเกาหลีน้อยลงกว่าเดิมมากๆ เพราะกลัวเรื่องนี้ และส่วนหนึ่งเป็นเพราะถึงจุดอิ่มตัวค่ะ เลยตามบ้างไม่ตามบ้าง ตามแบบผ่านๆตานานๆจะเข้าไปอัพเดทอะไรแบบนั้น เมื่อก่อนเราก็เป็นอีกคนที่เคยพูดว่า

“เกลียดเกาหลี เกลียดของนอก แล้วฟังเพลงอเมริกาทำไม ฟังเพลงญี่ปุ่นทำไม มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”

แต่… ลองคิดดูดีๆนะคะ .. X-Japan ไม่เคยมาเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาในประเทศไทย (ที่เรายกตย. X เพราะว่าเราคิดว่ายุคนั้นเป็นยุคที่เพลงญี่ปุ่นบูมในไทยที่สุดแล้ว) ทั้งๆที่โด่งดังเกือบจะในระดับโลกในยุคนั้น (ยุโรป+เอเชีย) รวมทั้งประเทศไทยไม่ได้มีแฟนคลับเดนตายน้อยไปกว่าแฟนคลับเกาหลีในปัจจุบันเลย

ทาคุยะ คิมูระ , เคตะ ทาจิบานะ , ฮิเดกิ ทาคิซาว่า ไม่เคยมาแสดงละครไทย .. (ยกตัวอย่างแคบๆในแบบของเรานะคะ เพราะเราตามพวกนี้ในยุค J-pop ครองเมืองในไทยเหมือนกัน) ทั้งที่ตอนนนั้นเราคิดว่า Johnny Juniors เป็นอะไรที่สุดยอดจะดังโคตรแล้วตอนนั้น แถมยังได้มางาน พัทยามิวสิคฯอีก และตอนนั้นเรายังแอบไม่ชอบ Super Junior ที่รู้สึกว่าพึ่งจะเดบิ้วต์ เพราะเราคิดว่า เลียนแบบกันชัดๆ (ปัจจุบันแม้ จขกท.ไม่ได้เป็น ELF แต่ยอมรับในพลังและความสามารถของ 13 ลิงนะคะ เวลาได้พิสูจน์แล้วค่ะ ที่สำคัญเราเป็นเมน ฮยอกกกก )

สำหรับเพลงสากลเราคิดว่า ประเทศในเอเชียหลายๆประเทศได้รับอิทธิพลมามากพอสมควรนะคะ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยหรอก ยุคสมัยของวงการเพลงไทยเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศเหมือนกันค่ะ (เป็นเพราะว่า วิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมดนตรีของประเทศในแถบยุโรปนำหน้ามาอยู่ก่อนแล้วค่ะ จึงไม่แปลกที่เราจะได้อิทธิพลนั้นมาบ้าง) แต่เราคิดว่าไม่เคยมีคอนเสิร์ตใหญ่สุดยอดรวมศิลปิน ผู้ชมเรือนหมื่นสักครั้ง ต่อให้วงต่างประเทศที่ว่านั่นจะสุดยอดขนาดไหน

หลายคนคงทราบที่มาและคงรู้อยู่แล้วเรื่อง อุตสาหกรรมบันเทิงในเกาหลีนะคะ ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องที่พัดมาพัดไปแบบที่หลายๆคนคิด (ในระยะแรกที่วัฒนธรรมเกาหลีเข้ามา ตอนนั้นกระแส J-pop เริ่มจางไปสักพักถ้าเราจำไม่ผิด) หลายคนบอกว่า กระแสบบนี้มาแล้วเดี๋ยวก็ไป .. แต่จนถึงวันนี้ ประโยคที่ว่านั่นปาเข้าไป เกือบ 10 ปีแล้วนะคะ และนับวันมันยิ่งรุนแรงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจางด้วยค่ะ สิ่งที่ตอบคำถามนี้ได้คือ

อุตสาหกรรมคอนเสิร์ตเกาหลีในไทยมูลค่าหลายพันล้าน

จขกท.พึ่งอ่าน นิตยสารเศรษฐกิจเล่มหนึ่งค่ะ ISSUE นี้เป็นพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมเกาหลีในไทยโดยเฉพาะ ทั้ง โรงเรียนสอนเต้น , คอร์สทำอาหาร , ทัวร์ , สินค้าแบรนด์ต่างๆ และอุตสาหกรรมที่ทำเงินมากที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ คอนเสิร์ต ค่ะ

มีสัมภาษณ์ของเจ้าของบริษัทหนึ่งว่าทำไมถึงมาทำไมธุรกิจนี้ เขาบอกว่าเป็นเพราะว่าธุรกิจนี้มีแนวโน้มในการเติบโตในจำนวนที่สูงมาก สถิติที่เค้ามีอยู่ในมือคือ ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย ด้านความนิยมวัฒนธรรมเกาหลี ส่วนอันดับ 1 คือ … เกาหลีค่ะ นั่นทำให้คอนเสิร์ตใหญ่เมื่อปลายปี และ ต้นปีที่ผ่านมา ทำรายได้มูลค่ามหาศาล(?) และยังประกาศความพร้อมในการจัดคอนเสิร์ตใหญ่(แบบรวมศิลปินกว่า 100 ชีวิต) อีกในเร็วๆนี้ เพราะกระแสตอบรับดีมาก

“การที่เรายอมจ่ายเพื่อให้ได้ไปดูคอนเสิร์ตนั้นมันผิดตรงไหน”

เราเองก็รู้สึกว่าการที่คนมาบ่นว่า “ไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ ยังหาเงินใช้เองไม่ได้” แบบนี้มันค่อนข้างไม่ได้ผลหรอกค่ะ เราคิดว่าควรเคารพสิทธิ์ในการใช้เงินแต่ละคน ต่อให้เด็กๆจะเอาเงินพ่อแม่มา แต่นั่นก็เป็นเรื่องของ “สิทธิ์” สิ่งที่ จขกท.คิดจริงๆคือ การที่ผู้ใหญ่ที่วุฒิภาวะครบถ้วนแล้วต่างหากที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่ไปโทษเด็กว่า ปัญญาอ่อน ที่ยอมเสียเงินแพงๆไปดู เพราะลองคิดย้อนกลับดีๆนะคะ ถ้าผู้ใหญ่ไม่นำพาศิลปินเหล่านั้นมา จะมีคอนเิสิร์ตเกิดขึ้นได้ยังไง? ต่อให้บอกว่าต่อให้ไม่จัดในไทย เด็กก็ต้องตามไปดูที่มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลีฯ อยู่ดี

แต่ถามหน่อยเถอะค่ะว่า .. จะมีเด็กแบบนั้นสีกกี่คน?

เราจึงคิดว่ากระแสที่มันแรงๆในปัจจุบันนี้เป็นเพราะ “ผู้ใหญ่ให้ท้าย” อย่างแท้จริง

ปล.คอมเม้นท์นี้เราพยายามจะสื่อว่า เราคิดว่าจะการจ่ายเงินไปดูคอนเสิร์ตไม่ผิดค่ะ แต่เราคิดว่าการจ่ายค่าสินค้าราคาแพงๆเพื่อให้พบศิลปินเป็นความหน้าเลือดของผู้ประกอบการที่เรารับไม่ได้

แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากตั้งกระทู้นี้จริงๆ นั่นคือ RUNNING MAN ตอนที่มาไทยค่ะ เราก็ได้ข่าวเหมือนกันว่าแก๊งรันนิ่งแมนมาไทย ยังอยากไปรับที่สนามบินอยู่เลย (อยากเจอ ยูแจวอก และ อีกวางซูมากกกกก) เราเห็นแฟนแคมบ้างเล็กน้อยค่ะ แต่รู้สึกตกใจมากตอนมาดูตัวออนแอร์ … มีคนไปรับรันนิ่งแมนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มากๆๆๆ เลยล่ะค่ะ (ใช้คำว่าสุวรรณภูมิแตกพอๆกับตอนที่คอนเสิร์ตรวมศิลปินมาไทยได้เลย) เราก็รู้สึกดีนะ ขนาดดาราในรันนิ่งแมนยังดีใจเลย ไม่คิดว่าจะมีคนไทยรู้จักรินนิ่งแมนเยอะขนาดนี้ ..แต่ตอนดูไปเราก็คิดนะ .. แล้วแบบนี้พอคนเกาหลีดูเค้าจะรู้สึกไง?

โอเคค่ะ เมืองไทยสวยมาก ผู้คนใจดี … แต่เรากลับคิดในไง่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะภาพที่ออกมาแสดงให้เห็นได้แบบจริงจังว่า “เราคลั่งเกาหลีมาก” มากขนาดทุกที่ที่รันนิ่งแมนไป จะมีแฟนๆตามถ่ายวิดิโอตามถ่ายรูป ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนไปพัทยาแล้ว ยังมีแฟนๆตามไปด้วยตลอด แต่ตรงนี้เรายังพอเข้าใจค่ะ เพราะเป็นรายการนอกสถานที่ ทำให้แฟนๆสามารถตามถ่ายดาราได้อย่างเต็มที่ เพราะตอนนักร้องเกาหลีคนนึงมาไทย เราก็เคยตามไปเฝ้าที่โรงแรมแบบข้ามวันข้ามคืนเหมือนกันค่ะ

แต่เรามาจี๊ดดดดดดดดดดดด ตรงที่ ตอนที่อีกวางซู ได้ของประจำตัวเป็นหนังสือบทสนทนา เขาเลยพยายามพูดภาษาไทย ด้วยสำเนียงผิดๆถูกๆ (น่ารักนะ) ทีนี้เขาก็เดินไปเจอแฟนคลับชาวไทย เขาเลยลองพูดภาษาไทยคำว่า “พูดภาษาเกาหลีได้มั้ย” รู้สึกว่าแฟนไทยจะตอบว่า ได้ทีนี้เขาเลยลองถามต่อว่า “ทำอย่างไรดีล่ะ” แฟนไทยตอบกลับทันที “โอโตะเค๊~” (คำแปลของ ทำอย่างไรดี)

เท่านั้นหละ ความภูมิใจในความเป็นไทยเราถดถอยเลยจริงๆนะ คนเกาหลีถามมาเป็นภาษาไทย เราตอบเกาหลีใส่เขาได้ทันทีเลย.. เราเลยรู้สึกว่า ถ้่าคนเกาหลีมาดูเขาคงภูิมิใจในความเป็นชาติของเขานะ แต่เรามาดูกลับรู้สึกคนละแบบเลย

ทำให้เรามานั่งคิดเลยว่า เราเองก็พูดเกาหลีเป็นคำๆแบบนี้ได้เหมือนกัน เพราะดูซีรีย์เกาหลีเยอะ “โอโตเค๊~” “โบ๊~” “ชิจา~” “อันยอง~” “ดงเซง” คัมซัมฮัมนีดา” ฯลฯ เพราะฉะนั้นเราไม่้ได้จะโทษแฟนๆที่ตอบกวางซูเป็นภาษาเกาหลีว่าผิด หรือ ไม่ดีอะไรนะคะ เราเข้าใจว่าโมเม้นท์นั้น เขาอยากให้เราตอบเกาหลี เราก็ตอบแค่นั้นเอง

แต่เรามารู้สึกตรงที่ เราเองก็พูดแบบนั้นได้ทั้งที่ไม่ได้เรียน เรารู้จักราชวงศ์เกาหลีทั้งเหล่าทั้งกอทั้งที่ไม่ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ เรารู้จักคำเรียกขานญาติพี่น้องของคนเกาหลีทั้งที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนเกาหลีจริงๆ เป็นเพราะทุกอย่างที่เราดู เราเห็นในชีวิตประจำวัน ทำให้เราซึมซับเรื่องเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว เชื่อเถอะ เรามั่นใจเดี๋ยวนี้คนไทย ที่ต่อให้เกลียดเกาหลียังไง แต่ก็เข้าใจว่าคำว่า “อปป้า” แปลว่าพี่ชาย

อีกอย่างหนึ่งที่เราเห็นได้ชัด และรู้สึกว่าเกินไปแม้จะเป็นคนบ้าเกาหลีันั่นคือ “การใส่ฮันบก” ค่ะ ตัวอย่างแบบที่เราเห็นชัดเจนนะคะ

ตอนเราไปที่ อ.ปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่ควรนำเสนออะไรที่มันเป็นวัฒนธรรมชาวเหนือ ต่อให้ปายจะถูกปรุงแต่งด้วยวัฒนธรรมเมืองกรุงแค่ไหน แต่สิ่งที่เรารับไม่ได้ และ รู้สึกว่า “ไม่ใช่” เลยจริงๆ คือบริการ “ใส่ชุดฮันบก” ถ่ายรูปที่ระลึกค่ะ ……………………………………

ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวว่า “เห้ย ถ้ากรุงเทพฯจะไม่รู้สึกว่าแปลกเลย แต่มันปายนะ มันต่างจังหวัด แหล่งท่องเที่ยวของไทย จะมาใส่ฮันบกเป็นที่ระลึกทำพระแสงอะไร?”

และยิ่งงงไปใหญ่เมื่อเห็นคนต่อคิวเยอะเหมือนกัน หนำซ้ำรู้สึกว่าที่อัมพวาก็มีบริการแบบนี้แล้วเช่นกันค่ะ บางอย่างมันมีได้ แต่ไม่สมควรมีมากขนาดนี้จริงๆ เราเชื่อเลยว่าแฟนคลับบางคนไม่เคยใส่ชุดไทยด้วยซ้ำ แต่อยากลองใส่ฮันบกชุดประจำชาติของเกาหลีดูสักครั้ง

ทีนี้มาถามถึง “ทางแก้” กันนะคะ บอกตรงๆ จขกท.ก็ไม่ทราบค่ะ

ขนาดผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงประเทศยังไม่ทราบ แล้วกับแค่คนธรรมดาอย่างเราจะทำอะไรได้ค่ะ แต่ที่เราคิดว่าเราสามารถทำได้จริงๆคือ การเสพย์วัฒนธรรมเกาหลีให้น้อยลงค่ะ ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ก็สมควรพัฒนาศักยภาพในการนำเสนอข้อมูลกับสังคมด้วย (เลิกเอาเรื่องเงินเป็นตัวตั้งสักที) ไม่ใช่จขกท.ไม่เข้าใจความรักที่แฟนคลับมีต่อศิลปินนะ เราเข้าใจอย่างดีเลยล่ะ (เรายังเคยอยากไปสักชื่อควอนจียงที่ตัวเลย) แต่เราว่าเรื่องพวกนี้ มันมีขอบเขตที่เหมาะสมอยู่

และไอ้เรื่องความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเนี่ย เราคิดว่า มันไม่ส่งผลกระทบกับสภาพสังคมปัจจุบันนี้เท่าไหร่หรอกค่ะ เพราะเราเชื่อว่าเดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ “รับได้” แล้ว แต่เราว่าส่งผลกับอนาคตเต็มๆอย่างที่เคยเกริ่นไว้ นั่นคือ เด็กไทยแทบจะไม่รู้ประวัติศาสตร์ไทยด้วยซ้ำ

เราเคยมานั่งคิดกับพี่ที่ติดซีรี่ย์ด้วยกันทุกวันว่า “ทำไมละครไทยไม่ทำละครย้อนยุคแบบเกาหลีบ้าง ทั้งที่วรรณกรรมดีๆมีเป็นร้อยๆ” (ย้อนยุคในที่นี้คือ การนำเอาประวัติศาสตร์จริงๆมาทำละครนะคะ ไม่ใช่แบบละครตอนเช้า กุมาร อะไรทำนองนั้น)

จุดเด่นของละครย้อนยุคเกาหลีคือ “ทุกคนเป็นฮีโร่” หลายท่านอาจยังไม่รู้ว่าซีรี่ย์เกาหลีแต่ละเรื่องที่โด่งดังไปทั่วเอเชียหลายๆเรื่อง เกิดจากบันทึกในประวัติศาสตร์ไม่กี่บรรทัด (อย่างแดจังกึม เกิดจากบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องหมอหญิงคนแรกของเกาหลีที่ได้บรรดาศักดิ์แด เนื้อหาประมาณ 3 บรรทัด แต่แต่งออกมาเป็นละคร 60 ตอนได้)

ขณะเดียวกันเรากลับรู้จักกษัตริย์/ประวัติศาสตร์ไทยจากภาพยนต์เท่านั้น ทั้งที่สื่อทีวีน่าจะเป็นสื่อที่เข้าถึงผู้ชมได้มากที่สุด กลับมีละครย้อนยุคที่ทำให้เรา “เข้าใจประวัติศาสตร์” อย่างง่ายๆ น้อยมาก แทบจะไม่มีก็ว่าได้ (แต่สำหรับสี่แผ่นดินเป็นวรรณกรรมขึ้นหิ้ง ที่เรายอมรับว่าทำมากี่รอบก็ดีทุกรอบ)

เราจำได้ว่า “สายโลหิต” เป็นละครย้อนยุคที่ “โคตรดี” แต่กลับไม่มีใครหยิบนำมาทำใหม่ ขณะที่ละครพลอตเดิมๆ ตบจูบ รังแกผู้หญิง ถูกหยิบกลับมาทำใหม่ไม่รู้กี่รอบ และละครประเภทที่ตัวร้ายกรี๊ดบ้านแตก ยังคงมีอยู่ในละครทุกเรื่อง ทำให้เรา “งง” และ “ไม่เข้าใจ” ว่าทำไมทำไมตัวละครแบบนี้ ผู้จัดถึงยังอยากให้มีในละครของตัวเอง ทั้งที่ตามบทประพันธ์ของบางเรื่อง ไม่มีตัวละครแบบนี้ด้วยซ้ำ แต่พอกลายเป็นละครทีวี กลับมีตัวร้ายกรี๊ดวี้ดว้าย เจ้าแค้น

ซึ่งในละครเกาหลีไม่มีตัวละครซ้ำซากจำเจแบบที่ว่า เป็นข้อแตกต่างง่ายๆที่ทำให้แฟนคลับเกาหลีส่วนใหญ่คิดว่า “ละครเกาหลีดีกว่าละครไทย”

ขึ้นชื่อว่ากระทู้บ่น ก็ขออภัยที่ด้วยค่ะ ที่เราอาจเขียนอะไรแบบไม่ได้เรียบเรียง เพราะนึกได้แล้วก็เขียน

เราก็เขียนอะไรสั้นๆไม่ค่อยเป็น พอเขียนยาวก็กลายเป็นมั่วอีก แต่น่าจะสรุปประมาณว่า

1. ตอนนี้ผู้ใหญ่ และ เด็ก ควรพัฒนาไปพร้อมๆกัน ไม่ควรโทษเด็กที่บ้าเกาหลีฝ่ายเดียว
2. ตามที่เขียนมา คือ การชี้ให้เห็นว่า เด็กไทยชอบเกาหลีไปถึงไหน และ มุมมองจากคนที่ไม่ได้ชอบเกาหลีเขามองแฟนคลับเกาหลีอย่างไร (เราว่าอาจารย์เราเป็นภาพที่มองเห็นชัดพอสมควร)
3. “บ่น” ของเราไม่ได้หมายถึง “รำคาณเกาหลี” แต่เราแค่ “ตระหนัก” แล้วว่าเดี๋ยวนี้เด็กไทยชอบเกาหลีกันมากไปถึงขั้นนี้ๆ แล้วจริงๆ (ประมาณว่า พึมพำในใจก็ได้ค่ะ)

เข้าใจว่าต้องมีคนไม่ชอบแน่นอน แม้เราจะชอบเกาหลีมาก แต่เราก็รู้สึกไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง และ ไม่พอใจสื่อฯในบ้านเราในบางครั้งจริงๆค่ะ

เราไม่ได้คิดว่าตัวเองคิดถูกที่สุดนะคะ นี่เป็นแค่ความเห็นเรา และเราก็แค่มา “บ่น” ดังๆเท่านั้น เอาเป็นว่าใครมีความคิดเห็นยังไง เชิญได้นะคะ เราก็คิดว่าเราอาจมองข้ามอะไรไปบางอย่าง หรือ เราคิดอะไรผิดตรงไหน เชิญแนะนำได้เลยค่ะ

********************************************************************

ความคิดเห็นของ yui1march

กระแส t-pop ในจีนนี้มันเพิ่งเริ่มเลยน่ะ ถึงจะบอกว่าเราก็มีกระแสในจีนมานานเป็น10ปีแล้วแต่ก็มีเพียงประปรายเมือเทียบกับกระแสเกาหลีที่ดังในจีนมานานมากแล้ว แล้วก็เริ่มมากเกินไปจนรัฐบาลจีนเริ่มมีอาการ และหาแนวหาป้องกันกระแสนี้แล้วด้วย ปากบอกว่าไม่ได้กีดกั้นเกาหลีแต่อยู่ๆก็สนับสนุนบันเทิงไทยแบบออกนอกหน้าเลย ปูพรมแดงก่ะเอาละครไทยไปแทนที่เลยด้วยซ้ำ และที่เห็นชัดและเป็นรูปธรรมที่สุดสำหรับกระแสt-popในจีนก็เพิ่งมีช่วง 1-2 ปีนี้เอง สังเกตดูได้จากคลิปที่แฟนๆจีนไปรอศิลปินไทยที่สนามบิน

t-pop กำลังเริ่มได้โปรดอย่าเอาไปเปรียบ อย่าได้เอาไปยุ่งกับกระแสใดๆเลย…

แล้วคุณลองสังเกตดูบ้านเราในช่วง1-2ปีที่ผ่านมาสิ
MBC 50th Bangkok in Thailand ราคาบัตร 6000 และ 4500 เฉพาะงานนี้มีไอดอลเกาหลีมาประมาณ40-50วงได้อ่ะ
ส่วนงานโฆษณาไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้คงประมาณเกือบ20ตัวแล้วล่ะ สำหรับโฆษณาไทย ที่ใช้ไอดอลเกาหลี ขนาดไอดอลที่เดบิวส์ใหม่ยังไม่ค่อยดังยังได้โฆษณาในไทยเลย555
งานคอนเสิรต์แบบเดียวของไอดอลเกาที่มีในไทยแทบจะทุกเดือน
ไหนจะซี่รี่ย การท่องเที่ยว เครื่องสำอาง เพลงเกาหลี อีกมากมาย

สิ่งเหล่านี้มันมากไปจนเอียน
อย่าไปมองว่าเขาแอนตี้สิ แค่เอียนเฉยๆ เดียวก็ดีเอง555 ไม่ต้องหวงไม่ใช่ไม่ชอบหรอก แต่แค่ห่างกันสักพักฮ่าาา

เพิ่มเติมเรื่องโฆษณาสักหน่อยดีกว่า
รวบรวมมาให้แล้ว
(1) TVXQ – Yamaha Nouvo Elegance
(2) Super Junior – Yamaha FINO วงนี้เฉพาะถ่ายโฆษณากับฟีโน่มี 7 ตัวด้วยกัน
(3) Super Junior – 12PLUS และ12ตัว กับทเวลพลัส
4) 4Minute – Scott Pure
(5) CNBLUE : – Scott Pure
(6) 2NE1 – Yamaha Fiore
(7) BigBang – Eversense
(8) ZE:A – YOYO
(9) T-MAX – Wuttisak วุฒิศักดิ์
(10) T-ara – Mentholatum Lips
(11) 2PM – Hanami
(12) 2PM – OPPO
(13) Kara – Mistine
(14) Beast – เถ้าแก่น้อย
(15) B1A4 – BigCola
16) 2PM – Eversense
(17) Super Junior Siwon – Acer
(18) TVXQ – LG
(19) Rain Feat.นิชคุณ – ดัชมิลค์
(20) Rain – Clinic Clear Shampoo
(21) Super Junior-M – Pepsi
(22) Shinhwa – Coca Cola
(23) Super Junior Donghae – Maxim Contact Lens
(24) Super Junior Kyuhyun – Masita

อ้างอิง

โดย

  • papa หากผู้อานท่านใดไม่พอใจขอกราบขอโทษมานะที่นี้ด้วยโดยส่วนตัวแอดมินไม่ได้แอนตี้กระแสเคป๊อปแต่อย่างใด

17 Responses to “ความคิดเห็นผลกระทบกระแสเคป๊อ​บ กระทู้บ่นเรื่องเกาหลี จากใจคนบ้าเกาหลี จากพันทิป”

  1. lcod 6 สิงหาคม 2011 ที่ 19:29 #

    อ่านแล้วโดนใจมากๆค่ะ เพราะเป็นเหมือนกันเลย
    เริ่มแรกที่เราดูรายการวาไรตี้ต่างๆของเกาหลีหลายๆรายการ เราได้เห็นความแตกต่างจากของไทย
    ทำให้เราสนใจมากขึ้น มุกที่เล่นกัน ก็ฮาจริงๆ ดูไปดูมาเข้าก็เห็นได้ว่าหลายรายการ รวมทั้งละครต่างๆ
    ก็พยายามสอกแทรกวัฒนธรรมของเขาไปด้วย หรือบางรายการก็ไปถ่ายทำสถานที่สวยๆ
    หรือพิพิธภัณฑ์ที่น่าทึ่ง ให้เห็นว่าเกาหลีมีดีนะ ซึ่งเราดูไปก็อิจฉาและก็รู้สึกว่าน่าไปจริงๆ
    เขาพยายามนำเสนอสุดๆ แล้วก็ทำได้ดีเสียด้วย

    ยังคิดอยู่เลยว่าไทยเราน่าจะรับเอาความคิดดีๆแบบเขามาปรับใช้บ้าง ไม่ใช่ว่าจะลอกเลียน
    หรือไปเอาวัฒนธรรมของเขามาซะหมด จนความเป็นไทยแทบจะน้อยนิด

    จริงๆไทยเราก็มีดีหลายอย่าง คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็เยอะ เช่น โฆษณาของไทยหหลายๆตัวที่
    ทำออกมาเจ๋งมาก ตลกก็ตลกสุดๆ อันไทยซึ้งก็กินใจมาก ชาวต่างชาติยังพากันชม
    แต่พวกรายการก็ดี หรือละครก็ดี ทั้งๆที่ก็รู้ข้อด้อยข้อเสียมานานแต่ทำไมยังไม่ค่อยจะปรับแก้กันเลย

  2. anantalaibiethestar28 6 สิงหาคม 2011 ที่ 19:33 #

    เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ที่จะชื่นชอบในสิ่งที่ ไม่เคยพบไม่เคยเห็น นั่นหมายถึงอะไรที่แปลกใหม่ก็จะรับเข้ามาได้ง่าย อย่างคนผิวดำก็จะชอบคนผิวขาว คนผิวขาวอย่างฝรั่งก็อยากมีผิวสีแทน-ดำ กระแสคนไทยชอบเกาหลี หรือคนจีนชอบดาราไทย เหตุผลเดียวคือความแปลกที่ตัวเองไม่มี หรือในประเทศไม่มีบวกกับวัฒนธรรมที่เป็นเอเชียด้วยกันจึงเข้าใจและจูนกันได้ง่าย

  3. แว่น 6 สิงหาคม 2011 ที่ 20:16 #

    ไม่ต้องดูอะไรมากเลย..แค่ในซีรี่ย์ที่เราดุแต่ละเรื่อง…เราสังเกตุเห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดแม้กระทั่งเรื่องรถที่เข้าฉากของแต่ละเรือง..ถ้าเป็นรถที่ไม่ใช่ของประเทศสของเค้าผลิดเองเค้าจะใช้อะไรมาปิดบังเครื่องหมายการค้าของรถคันนั้นให้เห็นไม่ชัด..แต่เราก็ยังสามารถที่จะเดาได้ว่าเป็นรถอะไร..และในทางกลับกัน..ถ้าเป็นสินค้าที่ประเทศเค้าผลิตเองก็จะโชว์ให้เห็นจะๆไม่ปิดบังไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือโทรศัพท์…เพราะเค้ารู้ถึงผลพลอยได้ที่จะตามมาถ้าหนังหรือซีรี่ย์เรื่องนั้นๆดังมีคนติดตามดูเยอะ…กระแสเกาหลีถึงยังอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้..เพราะเค้าร่วมมือกันทุกฝายไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือฝ่ายรัฐ..พวกเค้าพยายามที่จะส่งเสริมสินค้าภายในประเทศของเค้าในทุกรูปแบบ…ประเทศของเราน่าจะเอาเยี่ยงอย่างในเรื่องนี้…แต่อย่างไร..กระแสก็คือกระแส…จะช้าหรือเร็วเท่านั้น..มนุษย์ต่างจากสัตว์ก็ตรงที่มีสามัญสำนึก…ทุกคนมีอยู่แล้วในตัวเอง

  4. TooTked 6 สิงหาคม 2011 ที่ 21:19 #

    เราไม่คิดว่าละครของเกาหลีดีกว่าของไทยนะ
    ไม่ใชว่าเราไม่ติดตามหรืออะไร
    เริ่มต้นดูละครเกาหลีก็อันเดียวกับจขกท. แต่เราดูตอนม.ต้น
    และปัจจุบันก็ดูที่แปลซับเอาตามเว็บต่าง ๆ
    แต่ถึงอย่างนั้น เราก็เห็นว่ามีน้อยที่มันจะสนุกพอให้เราติดตาม
    เราเห็นว่าพล็อตมันซ้ำ ๆ เหมือนของไทยนั่นแหละ
    เกาหลีเองก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากไปกว่าไทย

    ในเรื่องของสื่อ เราคิดตรงกันข้ามนะ
    ที่สื่อทำแบบนั้นเพราะมันมีกระแส มีความต้องการเกาหลีมาจากกลุ่มที่ชื่อชอบ
    พอคนต้องการมาก ๆ แน่นอนว่ามันก็ทำเงิน
    พอทำเงิน สื่อก็อยากจะได้เงิน เลยประโคมกระแสให้แรงขึ้น
    ใส่อะไรที่ดูเป็นเกาหลีในความคิดของคนดูเข้าไป
    เพื่อให้สินค้าขายได้มากขึ้น

  5. Thai Artist (Th-pop) 6 สิงหาคม 2011 ที่ 21:28 #

    ขอบคุณมากนะครับที่อุตส่าเข้ามาอ่าน

  6. RinZz O เด็กเลี้ยงแกะ 6 สิงหาคม 2011 ที่ 21:54 #

    อยากให้นำบทความนี้ป่ายทำเป็นหนังจังคะ TT

    บอกตามตรงว่าตอนนี้หนูก็ถึงจุดอิ่มต้วแล้วเหมือนกัล
    ทั้งๆที่เพิ่งติดเกาหลีมาแค่สองปีเอง(ตอนนี้อยุ่ปีสองแล้ว)
    ซึ่งในสองปีที่ติดนี้ แทบไม่รู้จังละครไทยเลยอะ
    น่ากลัวเนอะว่าปะ ถ้าเกิดมีเด็กอีกหลายคนเป็นเหมือนหนู

  7. this 6 สิงหาคม 2011 ที่ 23:29 #

    ถ้าใครชอบได้ก็ชอบไปเกาหลีน่ะไม่มีใครว่า แต่ถ้าไม่ใช่ของไทยแล้ว
    ก็คงอยู่คู่กับประเทศไทยได้ไม่ตลอดหรอก ต้องมีสักวันที่กระแสเกาหลีต้องหายไป
    คนอยู่กับอะไรนาน ๆ มันก็เบื่อ มันก็อิ่มเป็นธรรมดา

  8. Karu Love Pucca 7 สิงหาคม 2011 ที่ 18:09 #

    ไม่ต้องไปต่อต้านแสดงออกอะไรมากครับ ตอนนี้มันอิ่มตัวมากแล้ว
    ดูจากผลสำรวจของ BBC เมื่อปีที่แล้วสิครับ หน้า 22 ชาติใดหนอ?
    ที่มีความรู้สึกไม่ดีกับเกาหลีมากที่สุด

    http://news.bbc.co.uk/2/shared/bsp/hi/pdfs/160410bbcwspoll.pdf

    มันอาจบอกอะไรได้บ้างละนะครับ

  9. *-* 4 กันยายน 2011 ที่ 23:22 #

    ทางนู้นเค้าไม่แบ่งค่ายกันอ่ะ แบบว่ารายการต่างๆ จะถ่ายร่วมค่ายกัน

  10. Natth 29 มกราคม 2012 ที่ 22:09 #

    เป็นอีกคนที่หนักใจกับเรื่องนี้ค่ะ

    (ดีใจที่มีหลายๆ คนที่คิดเหมือนเรา รู้สึกเหมือนเรา)

    เราเห็นด้วยนะ ที่บอกว่าเราคือส่วนหนึ่งที่ทำให้สิค้าหรืออะไรต่างๆ นานา
    พากันเป็นเกาหลีไปหมด เพราะเป้าหมายของเขาคือกำไร
    เลยต้องทำในสิ่งที่คนนิยม ..เกาะกระแส
    ซึ่งมันก็มาจากตัวเรา เรากำลังนิยมอะไร อะไรที่ทำให้เรายอมจ่ายเงิน เค้าก็ทำทั้งนั้นแหล่ะ
    แต่พักหลังๆ รู้สึกว่ามันชักเกินไป แต่ก่อนเราภูมิใจมาก เพราะตั้งแต่หนังเกาหลีบูม
    รู้สึกว่าหนังไทยก็ปรับตัวพัฒนาคุณภาพขึ้น แต่ทำไมบางเรื่องมันถึงใช้ Font เกาหลี??

    แต่ถ้ามองดูลึกๆ มันก็มีข้อดีอยู่บ้าง คือทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากเค้า
    ทั้งความเป็นชาตินิยม ได้รู้ว่าที่ประเทศของเค้าเจริญแซงหน้าเราได้เพราะเขาปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง
    เขารู้ว่าการทุจริตจะทำลายชาติของเขา ได้รู้ว่าพวกเขาตั้งใจทำงานและทำงานหนักมากๆ
    ได้รู้ว่าทุกวันอาทิตย์เป็นวันครอบครัวที่ทุกคนจะมารวมกันพร้อมหน้าพร้อมตา (ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก)
    ได้ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น จากการไปคอมเม้นในยูทูป และอ่านซับอังกฤษจากรายการต่างๆ
    และได้เข้าใจว่าทำไมต่างชาติถึงมองเราว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นเมืองที่ผู้คนมีน้ำใจ
    ที่สำคัญทำให้เรารักประเทศไทย รู้สึกเลยว่าประเทศไทยน่าอยู่ที่สุดแล้ว (ขอแค่คนคิดดีทำดีมากกว่านี้หน่อย)

    ตอนนี้รู้สึกสับสนขัดแย้งกับตัวเองไปหมด
    ใจนึงก็ชอบวงเกาหลี อีกใจนึงก็อยากให้กระแสนี้ดับไปเสียที
    ผลออกมาก็เลยกลายเป็นว่า รัก ชอบ โหวต
    แต่อะไรก็ตามที่ทำให้เงินไทยเข้ากระเป๋าเกาหลี อย่างซื้อซีดี ไปคอน อันนี้ไม่ทำ
    เหมือนรักลูกสาวของศัตรูอะไรประมาณนั้นมั้ง 555

    ปล.ขอโทษนะคะ พิมพ์เยอะไปหน่อย แต่มันอดไม่ได้จริงๆ

Trackbacks/Pingbacks

  1. เจ๋ง!!ศิลปินวัยรุ่น..โกอินเตอร์ ทั่วเอเชีย « www.allthpop.com - 7 สิงหาคม 2011

    […] […]

  2. ตกใจเเทบสิ้นสติไปสามโลก!!! เมื่อแฟนคลับมารีโอ้ฟิลิปปินส์ได้คุยโทรศัพท์กับมาริโอ้ « www.allthpop.c - 7 สิงหาคม 2011

    […] […]

  3. ตกใจเเทบสิ้นสติไปสามโลก!!! เมื่อแฟนคลับมารีโอ้ฟิลิปปินส์ได้คุยโทรศัพท์กับมาริโอ้ « www.allthpop.c - 7 สิงหาคม 2011

    […] […]

  4. “บี้” โวจ่อทัวร์คอนเสิร์ต3ภาคปลื้มละครส่งฉายจีนแต่ยังไม่คิดทำงานที่นั่น « www.allthpop.com - 7 สิงหาคม 2011

    […] […]

  5. 6 หนุ่มไทย ขวัญใจสาวจีน « www.allthpop.com - 7 สิงหาคม 2011

    […] […]

  6. คุยกับผู้กำกับร้อยล้าน “บรรจง ปิสัญธนะกูล” : แกะรอยกระแสเกาหลีฟีเวอร์สู่คลื่นบันเทิงลูกใ - 30 สิงหาคม 2011

    […] […]

  7. คุยกับผู้กำกับร้อยล้าน “บรรจง ปิสัญธนะกูล” : แกะรอยกระแสเกาหลีฟีเวอร์สู่คลื่นบันเทิงลูกใ - 30 สิงหาคม 2011

    […] […]

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: